Social Icons

วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

3 หลักการออมง่ายๆ ที่ช่วยสร้างความมั่งคั่ง

 ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ทำงานมาแล้วหลายปี แต่แทบไม่มีเงินเก็บเลย วันนี้ผมมีหลักการง่ายๆ ที่ไม่ต้องอาศัยวินัยการเงินขั้นสูง มาเป็นตัวช่วยพวกเราทุกคน ให้สามารถเก็บออมเงินได้ในแบบที่ตั้งใจกันครับ
     หลักการที่ถูกต้องสำหรับการออมเพื่อสร้างความมั่งคั่ง ประกอบด้วยหลักการง่ายๆ 3 ข้อ ดังนี้
    1) เก็บออมเป็นประจำ ขั้นต่ำ 10% ของรายรับ
     การออมที่เหมาะสมนั้น ต้องไม่มากเกินไป จนเป็นภาระ และก็ต้องไม่น้อยเกินไป จนยากที่จะบรรลุเป้าหมายทางการเงิน โดยส่วนตัวผมอาศัยแนวคิดจากหนังสือเล่มโปรดของตัวเองสมัยเรียน นั่นคือ The Richest Man in Babylon ของ George S. Clason ที่ว่า
     “หากต้องการมั่งคั่ง คนเราต้องออมให้ได้อย่างน้อย 1 ใน 10 ส่วนของทรัพย์สินที่หามาได้”
     ซึ่งสัดส่วนการออมดังกล่าว ก็ไปตรงกันพอดีกับงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่บอกว่า คนที่มีชีวิตพอมีพอกิน ไม่ลำบากในวัยหลังเกษียณ มักมีอุปนิสัยรักการออม และสัดส่วนเงินออมของพวกเขา ก็คือ 10% ของรายได้ (ถ้าได้ถึงระดับ 20% ยิ่งดี) จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มปริมาณการออมให้มากขึ้น ตามอายุและรายได้ที่เพิ่มขึ้น
     ผลการสำรวจจากงานวิจัยเดียวกันยังบอกอีกว่า ‘คนจน’ หรือคนที่เงินขาดมือ มักจ่ายให้ทุกคน แต่ไม่จ่ายให้ตัวเอง และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้พวกเขายังคงจนต่อไป
     สำหรับคนที่ทุกวันนี้อาจยังมีภาระหนี้ที่ต้องผ่อนชำระหนักมือ ผมก็ยังแนะนำให้เก็บออมนะครับ แต่อาจไม่ต้องถึงระดับ 10% ก็ได้ ถ้าเป็นหนี้อยู่
     การเริ่มออมสัก 3% ก็เป็นตัวเลขที่ดีสำหรับการเริ่มต้นครับ หัวใจสำคัญของหลักคิดนี้ก็คือ อย่าให้เงินที่หามาได้กับทุกๆ คน ยกเว้นตัวเองเป็นอันขาด และถ้าจะให้ดีจงจ่ายให้ตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก (Pay Yourself First)
    2) การออมให้เป็นอัตโนมัติ
     นี่คือหลักคิดที่จะช่วยคุณเอาชนะปัญหาด้านวินัยการเงินของตัวเอง หลักการง่ายๆ ของวิธีดังกล่าวก็คือ “เงินที่เรามองไม่เห็น คือ เงินที่เราไม่มีโอกาสได้ใช้” หลักการนี้เป็นหลักการเดียวกันกับการหักภาษี หักเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก่อนที่คุณจะได้รับเงินเดือนนั่นเอง
     วิธีการก็คือ ให้คุณติดต่อกับธนาคารเจ้าของบัญชีเงินเดือนของคุณ ให้ช่วยหักเงินออม 10% ของรายได้ก่อนหักภาษี ไปยังบัญชีเงินฝากที่เปิดใหม่เพื่อการออมทรัพย์โดยเฉพาะ ทำอย่างนี้เป็นประจำทุกเดือน ณ วันที่เงินเดือนออก ที่สำคัญห้ามเบิกเงินในบัญชีดังกล่าวมาใช้โดยเด็ดขาด (การไม่ทำ ATM สำหรับบัญชีดังกล่าว ก็ถือเป็นการดีครับ)
     เมื่อหักเงินออมไปแล้ว เงินที่เหลือในบัญชีเงินเดือนทั้งหมด คุณก็สามารถใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องกังวล เพราะไม่ว่าอย่างไร คุณก็มีเงินออมในแต่ละเดือน เป็นจำนวนที่แน่นอนแล้ว
     สำหรับท่านที่ยังไม่รู้เรื่องการลงทุน ผมแนะนำให้หักเงินออมไปเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากก่อนนะครับ เอาไว้รู้เรื่องการลงทุนอีกนิดค่อยเขยิบหาที่เพิ่มดอกผลจากการออม
     สำหรับอัตราการเก็บออมนั้น เบื้องต้นคือ 10% แต่หากทางหน่วยงานของคุณมีการหักเงินเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว คุณก็อาจปรับลดอัตราการออมเพิ่มในส่วนของตัวเองลง ให้ผสมกันพอดีได้ 10% หรือจะไม่สนใจ เก็บเพิ่มอีก 10% ต่างหากไป ก็ไม่ถือว่าผิดกติกาแต่อย่างใดครับ
    3) ลงมือทำเดี๋ยวนี้
     การเฝ้าดู หรือรอดูคนอื่นทำ ไม่มีทางทำให้เราร่ำรวยขึ้นมาได้ครับ ดังนั้น มันต้องเริ่มต้นทันที ตั้งแต่วันนี้เลยนะครับ (อ่านจบ ทำเลย) ยิ่งในปัจจุบัน เป็นยุคที่บริการตัดบัญชีนั้น ทำได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น ยิ่งใครสมัคร Internet Banking ก็ยิ่งง่าย ท่านสามารถตั้งการตัดเงินจากบัญชีหนึ่งไปยังบัญชีหนึ่ง โดยกำหนดวัน-เวลาล่วงหน้าได้เลย เพียงเสียเวลาเริ่มต้นสักนิดหน่อย ที่เหลือก็ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปโดยอัตโนมัติ
     แม้ว่าเรื่องที่ผมเล่าให้ฟังในวันนี้ อาจดูไม่เหมือน “เคล็ดลับ”สักเท่าไหร่ เพราะจะว่าไปคนส่วนใหญ่ก็น่าจะพอรู้วิธีการที่ผมเล่าให้ฟังในวันนี้กันแทบทั้งนั้น แต่ก็อย่างว่าแหละครับ …
     “เคล็ดลับอาจไม่ใช่เรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ แต่มักเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่รู้ แต่ไม่ทำมันมากกว่า”

คนที่ประสบความสำเร็จบริหารเวลาใน 1 วันกันยังไง?

  ออกตัวไว้ก่อนเลยว่าท่านที่ติดตามงานเขียนของผมมาก่อนหน้านี้จะทราบว่าผมเคยเขียนเรื่องการบริหารเวลามาหลายครั้งแล้ว ซึ่งสาระสำคัญในแต่ละครั้งไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่ครั้งนี้ The Momentum อยากให้ผมเขียนเรื่องการบริหารเวลาให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่ผู้อ่าน ผมเลยอยากเขียนแบบไม่เอาเท่ ไม่เอาหล่อ แต่เอา the good, the bad ของเรื่องการบริหารเวลา มาเล่าให้ฟังจริงๆ
    เราเอาความจริงมาพูดกันเลยว่าของที่มีค่าที่สุดอย่างเวลาเนี่ย เอาจริงๆ คนที่ประสบความสำเร็จเขาบริหารกันได้แค่ไหน แล้วถ้าเราบริหารเวลาได้ห่วยแตก เราจะประสบความสำเร็จหรือมีความสุขในชีวิตได้ไหม
     บทความนี้จึงแตกต่างจากบทความเรื่องการบริหารเวลาที่ผมเคยเขียนมา ที่ว่ากันด้วยเรื่องทฤษฎีล้วนๆ แต่ครั้งนี้ผมได้ลงพื้นที่หรือโทรศัพท์พูดคุยเพื่อสำรวจความคิดเห็นของคน 4 คน ที่ผมคิดว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ถามว่ามิติของเวลาที่เรามีคนละ 24 ชั่วโมงเนี่ย เขาบริหารกันยังไง อะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาขึ้นมายืนเหนือคนอื่นๆ ได้ และเพื่ออรรถรสในการเขียนผมขออนุญาตใช้นามสมมติของทุกคนนะครับ จะได้ไม่เคอะเขินกัน
     นี่คือสิ่งที่ผมได้จากการคุยกับคนเหล่านี้ครับ
 
พี่ก้อยจะไม่กินข้าวที่โต๊ะทำงาน เพราะเธอบอกว่านั่นแสดงว่าเราแบ่งเวลาไม่เป็น
พี่ก้อย: คนที่มีเวลาไม่พอ คือคนที่บริหารเวลาห่วยเอง
     คนแรกชื่อ พี่ก้อย มหาเศรษฐีเจ้าของกิจการโรงแรมหลายสาขาทั่วไทย เป็นคุณแม่ลูกสอง อายุสี่สิบปลาย แต่ดูเหมือนอายุสามสิบกลางๆ
     เมื่อถามถึงเรื่องการบริหารเวลา พี่ก้อยตอบผมกลับมาก่อนเลยว่า
     ก่อนจะพูดเรื่องบริหารเวลา ต้องเข้าใจก่อนเลยนะว่าเวลามันมี 2 อย่างคือ ‘เวลาตามนาฬิกา’ กับ ‘เวลาจริง’
     ฟังแค่นี้ก็งงแล้ว
     พี่ก้อยอธิบายแบบนี้ครับ เวลาตามนาฬิกาคือ หนึ่งปีมี 365 วัน หนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง หนึ่งชั่วโมงมี 60 นาที
     เวลาจริงคือ เวลาที่เรารู้สึก ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบ เช่น เวลาอ่านหนังสือสอบ หนึ่งชั่วโมงเหมือนครึ่งวัน เวลาสังสรรค์กับเพื่อน ครึ่งวันเหมือนหนึ่งชั่วโมง หรืออย่างตอนที่ลูกพี่ก้อยเป็นเด็กๆ ปีหนึ่งผ่านไปเร็วเหมือนหนึ่งเดือน เป็นต้น
     ข่าวดีคือเราอยู่โลกของเวลาจริง ไม่ใช่โลกของเวลาตามนาฬิกา นี่คือสาเหตุที่ทำให้ 24 ชั่วโมงของแต่ละคนไม่เท่ากัน เพราะเวลาจริงคือเวลาสัมพัทธ์ เราต่างคนต่างสร้างมันขึ้นมาเอง อะไรที่เราสร้างขึ้นมาเองเราจึงเป็นคนบริหารเอง
     คนที่มีเวลาไม่พอจึงไม่มีใครให้โทษนอกจากตัวเอง เพราะเขาคือคนที่บริหารเวลาห่วยเอง
     ผมฟังถึงตรงนี้ ต้องบอกว่านี่คือคำอธิบายเรื่องที่ชอบมีคนพูดว่า 24 ชั่วโมงของแต่ละคนไม่เท่ากัน ที่ผมฟังแล้วเข้าใจที่สุด
     พี่ก้อยบอกว่า ทุกวันพี่จะตื่นตีห้ามาออกกำลังกาย ทุกวันไม่เคยขาด เสร็จแล้วจะมาเตรียมอาหารให้สามีและลูก จริงๆ คนงานที่บ้านก็มี แต่พี่ก้อยถือว่านี่คือหน้าที่แม่และภรรยาที่ดี เสร็จแล้วพี่ก้อยจะอ่านรายงานสรุปเรื่องของโรงแรมและข่าวที่น่าสนใจที่ลูกน้องส่งมาทิ้งไว้ตอนกลางคืนประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นเดินทางไปออฟฟิศและเริ่มทำงานประมาณ 10 โมง ระหว่างนี้จะยังไม่เปิดคอมพิวเตอร์ แต่จะใช้เวลาช่วงเช้าในการพูดคุยสั่งการกับทีมงาน
     ราวเที่ยงครึ่งเธอจะไปกินข้าว พี่ก้อยจะไม่กินข้าวที่โต๊ะทำงาน เพราะเธอบอกว่านั่นแสดงว่าเราแบ่งเวลาไม่เป็น เวลากินก็ต้องกินให้ดีๆ ตกบ่ายเธอจะกลับมาประชุมและเช็กอีเมล​ สิ่งที่เธอย้ำกับผมมากคือ เวลาทำอะไรเธอจะทำทีละอย่าง ไม่ multitask เช่น คุยกับลูกน้องก็คุย เช็กอีเมลก็เช็กอีเมล กินข้าวก็กินข้าว ฯลฯ เธอถึงขั้นมีป้าย do not disturb แขวนไว้หน้าห้องเวลาต้องการสมาธิในการทำงาน
     บ่ายแก่ๆ ถ้าไม่นัดเจอเพื่อน ก็จะไปโยคะ และกลับบ้านไปกินข้าวเย็นกับครอบครัว พี่ก้อยแทบจะไม่ออกข้างนอกตอนกลางคืน และเธอไม่แตะแอลกอฮอล์เลยทั้งๆ ที่ตอนสาวๆ เป็นคนปาร์ตี้หนักพอควร
     พี่ก้อยไม่มีทีวีในห้องนอน เพราะเธอแทบไม่ดูทีวี ก่อนนอนเธอจะใช้เวลาอ่านหนังสือและนั่งสมาธิประมาณครึ่งชั่วโมง
     พี่ก้อยหลับก่อน 4 ทุ่มทุกวัน
     ถ้าวันไหนต้องเดินทางไปตรวจโรงแรมที่อยู่ต่างจังหวัด ตารางชีวิตก็จะเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่สิ่งที่เธอทำไม่ขาดคือ การออกกำลังกายและนั่งสมาธิทุกวัน
     ฟังเสร็จผมถามว่า ถามจริงพี่ไม่เบื่อเหรอ ที่ต้องทำแบบนี้ทุกๆ วัน ไม่ออกไปปาร์ตี้กินเหล้าสังสรรค์บ้างเลย
     เธอตอบกลับมาว่า เธอกลัวแก่และกลัวจนมากกว่ากลัวเบื่อ
     โอเคครับ คิดว่าคำตอบน่าจะครบถ้วนสมบูรณ์ดี
 
ให้ลิสต์สิ่งที่ต้องทำประมาณ 20 อย่างของวันนี้ออกมาก่อนในตอนเช้า
แล้วเลือกสิ่งที่สำคัญที่สุด 5 อย่างออกมาทำก่อน ถ้า 5 อย่างนี้ไม่เสร็จที่เหลืออีก 15 อย่างยังไม่ต้องทำ
กบบอกผมว่าเรื่องนี้ดูเหมือนจะเบสิก แต่คนที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายบนโลกนี้อย่าง
บิล เกตส์ หรือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ต่างใช้วิธีนี้กันทั้งนั้น
กบ: โฟกัสให้มาก แล้วจะใช้เวลาน้อยลง
     คนต่อไปที่ผมคุยด้วยคือ กบ คนนี้เป็นเพื่อนผมตั้งแต่สมัยเรียน
     กบเป็นเด็กที่บ้านจนมากครับ เข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ด้วยการเป็นเด็กทุนและต้องหารายได้พิเศษเพื่อเลี้ยงตัวเอง แต่หลังจากจบมา กบทำงานหลายอย่าง ด้วยความขยันและฉลาด บริษัทที่ปรึกษาด้าน IT ที่กบตั้งขึ้นจากเล็กๆ วันนี้กลายเป็นบริษัทที่ใหญ่พอตัวและเป็นที่รู้จักในวงการ
     ทำให้กบจากเด็กบ้านนอกที่บ้านไม่มีฐานะ กลายเป็นมหาเศรษฐีขับซูเปอร์คาร์ในวัย 30 กลางๆ
     ด้วยต้นทุนชีวิตที่ไม่ได้มีเหมือนคนอื่น ความสามารถในการบริหารเวลาของเขาจึงน่าสนใจมาก
     ทุกวันนี้กบมีชีวิตที่สบายมากแล้ว เพราะบริษัทของเขาแทบจะรันไปได้ด้วยตัวเอง และเขาก็มีลูกน้องที่ไว้ใจได้คอยบริหารงานให้ กบเป็นหนุ่มโสด ถ้าวันไหนไม่มีนัดลูกค้า เขาจะตื่นสายๆ เข้าออฟฟิศประมาณ 10-11 โมง ออกจากออฟฟิศบ่ายสาม ไปฟิตเนส และตกเย็นด้วยการไปกินข้าวกับลูกค้าหรือสังสรรค์กับเพื่อนๆ
     กบบอกว่าเคล็ดลับสำคัญที่วันๆ หนึ่งทำงานน้อยอย่างนี้ได้ เพราะว่าเวลาที่เขาอยู่ที่ทำงาน เขาจะ ‘โฟกัส’ มากๆ เพราะฉะนั้นเวลาทำงานไม่กี่ชั่วโมงของเขา ได้งานเท่ากับการทำงานหลายวันของคนทั่วไป
     และนี่คือเคล็ดลับ 4 ข้อที่เขาบอกกับผมมาครับ
     1. ระวังสิ่งล่อใจ
     กบบอกว่าเมื่อพูดถึงเรื่องการบริหารเวลา สิ่งแรกที่ต้องระวังคือ สิ่งล่อใจ เพราะคนส่วนใหญ่จะใช้เวลาไปอย่างน่าเสียดายกับสิ่งพวกนี้ สิ่งล่อใจก็เป็นได้ตั้งแต่เรื่องเล็กอย่างการเผลอไปเปิด Facebook ตอนเช้า พอรู้ตัวอีกที เราก็นั่งดูคลิปจาก YouTube ไป 7-8 อันแล้ว เสียเวลาอันมีค่าไปครึ่งชั่วโมง
     2. โฟกัสสิ่งที่ต้องทำในวันนั้น
     สิ่งที่ต้องทำจริงๆ ในวันหนึ่งจะมีของที่สำคัญจริงๆ ที่จะส่งผลต่อ performance กว่า 90% ของเราไม่เกิน 5 ประเด็น คือคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า 5 อย่างนั้นคืออะไร วิธีการหาคือให้ลิสต์สิ่งที่ต้องทำประมาณ 20 อย่างของวันนี้ออกมาก่อนในตอนเช้า แล้วเลือกสิ่งที่สำคัญที่สุด 5 อย่างออกมาทำก่อน ถ้า 5 อย่างนี้ไม่เสร็จที่เหลืออีก 15 อย่างยังไม่ต้องทำ กบบอกผมว่าเรื่องนี้ดูเหมือนจะเบสิก แต่คนที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายบนโลกนี้อย่าง บิล เกตส์ หรือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ต่างใช้วิธีนี้กันทั้งนั้น
     3. แบ่งเวลาและเคารพเวลาที่แบ่ง
     Compartmentalisation คือการแบ่งเวลาของวันเป็น block และเคารพ block เวลาอันนั้นด้วย เช่น ถ้าลงเวลาใน calendar ไว้ว่าจะประชุมหนึ่งชั่วโมง เมื่อครบหนึ่งชั่วโมงให้ลุกเลย ทำแบบนี้ให้เป็นนิสัยแล้วจะเป็นคนที่บริหารเวลาได้ และทำไปนานๆ ในที่สุดทุกอย่างจะจบตามเวลาที่ต้องการไปเอง เพราะเหมือนเป็นการถูกฝึกให้เป็นนิสัย
     4. ดูแลทีมงานและระบบการทำงานให้ดี
     เรื่องสุดท้ายคือ ดูแลคนที่อยู่รอบข้างให้ดีๆ ทีมงานของเราคือการขยายความสามารถในการทำงานของเรา ถ้าเราทำงานคนเดียวได้ 8 ชั่วโมง มีทีมงานที่เก่งเท่าเรา 4 คน ก็เหมือนจะทำงานได้ 32 ชั่วโมง แต่เรื่องจริงๆ ไม่ใช่แบบนั้น เพราะทีมงานของเราจะเป็นตัวคูณทั้งด้านดีและไม่ดี ดังนั้นการออกแบบ ‘ระบบ’ การทำงานจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าระบบดีเราจะแก้ปัญหาใหญ่ให้เป็นปัญหาเล็ก ถ้าระบบห่วยเราจะทำปัญหาเล็กให้เป็นปัญหาใหญ่ เพราะระบบเปรียบเหมือนแว่นขยายนั่นเอง มันจะขยายทั้งสิ่งดีและสิ่งที่ไม่ดี
     กบเพิ่มเติมให้นิดหนึ่งด้วยว่า การดูแลทีมงานที่ดีให้ทำแบบที่ เซอร์ ริชาร์ด แบรนสัน เคยกล่าวไว้คือ
     “Train people well enough so they can leave. Treat them well enough so that they don’t want to.”
     คมกริบ
     ตอนท้ายผมถามเรื่องชีวิตส่วนตัวนิดหน่อย ผมถามว่าทุกวันนี้ชีวิตเป็นยังไงบ้าง?
     กบหัวเราะแล้วบอกว่า ชิลมากๆ เพราะทีมงานดี ลูกน้องเก่งกว่ามันอีก ตอนนี้เที่ยวหนัก ดื่มเยอะไปนิด ว่าจะลดการดื่มลงหน่อย
     แล้วกบก็จบท้ายการสนทนาด้วยการชวนผมไปดื่มไวน์ซะงั้น
 
อยากใช้เวลาให้มีค่าต้องพูด "ไม่" ให้เป็นครับ
มังกร: พูดคำว่า “ไม่” ซะบ้าง และใช้ ‘เศษเวลา’ ให้เป็นประโยชน์
     คนที่สามชื่อ มังกร เป็นครีเอทีฟที่มีชื่อเสียงมากในวงการโฆษณาได้รับรางวัลใหญ่ๆ มาเพียบ
     “ชีวิตผมเอาแน่เอานอนไม่ได้พี่” นี่คือคำแรกที่เขาบอกเมื่อผมถามถึงเรื่องการบริหารเวลา
     “บางช่วงงานเยอะ หรือถ้าสมองมันแล่นก็อยู่ยันเช้า แต่ถ้าช่วงชิลก็นั่นแหละชิลๆ แต่ผมก็พยายามชดเชยนะช่วงที่งานไม่เยอะก็พยายามดูแลตัวเอง ไปโยคะ สปา ปั่นจักรยาน เล่นกับหมาบ้าง”
     มังกรบอกว่าเขาอาจจะไม่ได้คิดเรื่องบริหารเวลามากเท่าไหร่ แต่นี่คือสองสิ่งที่เขาทำเสมอๆ ที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่น
     เรื่องแรกคือ ฝึกพูดคำว่า “ไม่” ซะบ้าง
     เขาพบว่าคนไทยใช้คำนี้ไม่ค่อยเป็น เพราะความขี้เกรงใจ สุดท้ายเลยต้องเสียเวลาอันมีค่าของตัวเองไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง อยากใช้เวลาให้มีค่าต้องพูด "ไม่" ให้เป็นครับ
     เรื่องที่สองคือ การใช้ ‘เศษเวลา’ ให้เป็นประโยชน์ เขาบอกว่าเขาแปลกใจมากที่เห็นคนไทยชอบเล่นมือถือเวลาไม่มีอะไรทำ เช่น ตอนอยู่บนรถไฟฟ้า ตอนนั่งรอหมอ ตอนนั่งรอลูกเรียนเปียโน ฯลฯ แทนที่จะอ่านหนังสือ หรือทำงานอะไรที่เป็นประโยชน์ มังกรบอกว่าเขาพกหนังสือและสมุดจดติดตัวตลอดเวลา ตอนว่าง 5 นาที 10 นาที ถ้าไม่อ่านหนังสือก็จะจดอะไรบางอย่างเสมอ งานที่ได้รับรางวัลจำนวนมากของเขาริเริ่มมาจากแรงบันดาลใจจากสิ่งที่เขาจด หรืออ่านตอนช่วง ‘เศษเวลา’ นี่แหละ
     มังกรบอกว่า “พี่รู้ปะว่าคนเขียนเรื่อง Presumed Innocent ที่เป็น New York Times Best Seller แม่งใช้เวลาเขียนระหว่างนั่งรถไฟใต้ดินไปทำงาน แค่วันละ 10 นาทีนี่แหละ พี่เข้าใจที่ผมต้องการจะสื่อใช่ไหม”
     ผมเข้าใจครับ และผมจะพยายามเลิกไถมือถือเล่นเวลาเบื่อๆ แล้วครับ
 
ในช่วงเช้าถึงเที่ยงประพตแทบจะไม่จับโทรศัพท์มือถือเลย ถ้ามีสายเข้าและไม่ด่วนเลขาเขาจะเป็นคนจัดการให้ทั้งหมด เพราะช่วงนี้คือช่วงเวลาที่สมองทำงานดีที่สุด เขาจะใช้มันทำงานสำคัญๆ เท่านั้น
ประพต: จงเริ่มต้นทำในสิ่งที่สำคัญ
     คนสุดท้ายที่ผมคุยด้วยชื่อ ประพต เขาเป็นทายาทเจ้าของโรงงานยาขนาดใหญ่ เขาไม่ใช่เด็กสปอยล์ทั่วไป แต่เป็นคนที่สืบทอดกิจการจากพ่อและทำให้กิจการรุ่งเรืองขยายใหญ่โตเป็นอย่างมาก
     เขาดูแลทุกเรื่องของกิจการตั้งแต่งานผลิต มาร์เก็ตติ้ง และงานขาย เขาจึงเป็นคนที่ยุ่งมากๆ
     ประพตบอกว่าเขาจะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีทุกเช้าก่อนเริ่มงานในการวางแผนว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง โดยการแบ่งช่วงเวลาเป็น time slot แล้วใส่ไว้ใน Google Calendar โดยเขาบอกผมว่า เขาจะดูก่อนเลยว่าวันนี้งานอะไรที่ทำแล้วจะส่งผลให้เกิดประโยชน์กับบริษัทมากที่สุด เขาจะเลือกมันขึ้นมาทำก่อน โดยใช้หลัก 80/20 ในการเลือก
     นอกจากจะมี to do list แล้วเขายังมี to don’t list ด้วย เพื่อให้ไม่เผลอไปทำงานที่เขาสามารถมอบหมายให้คนอื่นทำได้
     และในช่วงเช้าถึงเที่ยงประพตแทบจะไม่จับโทรศัพท์มือถือเลย ถ้ามีสายเข้าและไม่ด่วนเลขาเขาจะเป็นคนจัดการให้ทั้งหมด เพราะช่วงนี้คือช่วงเวลาที่สมองทำงานดีที่สุด เขาจะใช้มันทำงานสำคัญๆ เท่านั้น ถ้าจะใช้โทรศัพท์นั่นหมายถึงการโทรที่เป็นสายสำคัญจริงๆ
     โดยส่วนใหญ่เขาจะใช้เวลาในช่วงเช้าตรวจโรงงานและวางแผนการขาย หรือพัฒนาปรับปรุงและออกผลิตภัณฑ์ใหม่
     เวลาสั่งงานลูกน้อง คำสั่งของเขาจะชัดเจนและไม่กำกวม ประพตบอกว่าคำสั่งที่กำกวมเสียทั้งเวลาลูกน้องและเขาด้วย เพราะเดี๋ยวลูกน้องก็จะมีคำถาม ดังนั้นก่อนสั่งอะไร คิดคำสั่งให้มันเคลียร์ๆ ก่อน
     ช่วงเย็นเวลาใกล้จะกลับบ้านเขาจะวิ่งรอบโรงงาน ถือเป็นการออกกำลังกายพร้อมกับทักทายลูกน้องและตรวจสถานที่ไปด้วย
     เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัว
 
คนที่ผมคุยด้วยทุกคนจะโฟกัสและทำงานเป็นเรื่องๆ ไป
เพราะเวลาเขาทำงานเขาเล่าให้เราฟังว่าเขาจะเหมือนตกอยู่ในภวังค์
งานที่ได้ออกมามันจึงใกล้เคียงความสมบูรณ์แบบที่สุด ไม่มีใครที่ทำงานแบบ multitask เลยสักคนเดียว
     ผมได้ข้อสรุปจากการคุยกับคนที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ว่าพวกเขามีแนวคิดในการบริหารจัดการเวลาที่คล้ายๆ กัน ดังนี้ครับ

1. พวกเขารู้ว่าทุกคนมี prime time
     ช่วงเวลา prime time วันหนึ่งอาจจะไม่มากมาย แค่วันละ 1-2 ชั่วโมง แต่เรียกว่าเป็นช่วง ‘องค์ลง’ มีกำลังสมองและสมาธิสูงสุด ถ้าเป็นสายครีเอทีฟคือ ช่วงงานคลอด ถ้าเป็นเจ้าของกิจการคือ ช่วงคิดไอเดีย ถ้าเป็นนักเขียนคือ ช่วงพิมพ์มือเป็นระวิง ฯลฯ พวกเขาจะใช้ prime time อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด ไม่เสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ เช่น การเล่นโซเชียลมีเดียเป็นอันขาด

2. พวกเขาดูแลร่างกายอย่างดีมาก
     พวกเขาจะดูแลร่างกายให้ดีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าจะออกกำลังกาย หรือพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะพวกเขาเหล่านี้รู้ว่าสมองจะทำงานได้ดี ร่างกายต้องอยู่ในสภาพที่ดีด้วย คนที่อดนอน 3 วันไม่สามารถทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพได้อย่างแน่นอน ผู้นำของโลกอย่างประธานาธิบดีโอบามาหรือปูตินต่างก็ออกกำลังกายเป็นประจำ

3. พวกเขาโฟกัส
     คนที่ผมคุยด้วยทุกคนจะโฟกัสและทำงานเป็นเรื่องๆ ไป เพราะเวลาเขาทำงานเขาเล่าให้เราฟังว่าเขาจะเหมือนตกอยู่ในภวังค์ งานที่ได้ออกมามันจึงใกล้เคียงความสมบูรณ์แบบที่สุด ไม่มีใครที่ทำงานแบบ multitask เลยสักคนเดียว ผมแนะนำว่าการทำ time block ว่าตอนนี้ควรทำอะไรและใช้เวลาเท่าไหร่เป็นสิ่งที่ดีมากครับ เครื่องมือที่ผมใช้และอยากแนะนำต่อมากๆ คือ การใช้ ASANA ซึ่งเป็น task management เมื่อ intregrate เข้าไปกับ Google Calendar มันจะเป็นเครื่องมือในการจัดการเวลาที่ทรงพลังมากครับ
 
หากวันนี้มีคนเสนอเงินให้คุณ 100 ล้านแลกกับ 10 ปีของชีวิตคุณ คุณคงไม่เอาใช่ไหมครับ
เพราะฉะนั้นอย่าโยนเวลาทิ้งไปราวกับมันไม่มีค่า
4. พวกเขาใช้เวลาไปทำในสิ่งที่พวกเขาถนัดที่สุด เรื่องอื่นที่ไม่ถนัดพวกเขาจะให้คนอื่นทำ
     เมื่อเจาะลึกลงไปในการใช้ชีวิตของคนเหล่านี้ จะพบว่าพวกเขาจะทุ่มเทเวลาไปกับการเจียระไนทักษะที่พวกเขาถนัดมากๆ ให้คมขึ้นไปเรื่อยๆ ในขณะที่เรื่องที่ไม่ถนัด พวกเขาจะส่งต่อให้คนอื่นทำ พูดง่ายๆ คือคนเหล่านี้ไม่พยายามจะทำตัวให้เป็นคนเก่งทุกเรื่องนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น กบไม่เคยเล่นหุ้น มันบอกว่าการศึกษาเรื่องหุ้นเป็นเรื่องเสียเวลา กบจึงเอาเรื่องหุ้นและเงินไปให้พวก private wealth management จัดการดีกว่า

5. พวกเขาไม่ปล่อยเศษเวลาให้หายไป
     ผมว่าตัวอย่างของมังกรอธิบายได้ครบถ้วนมาก

6. พวกเขาให้ค่ากับเวลามากกว่าเงิน
     พวกเขาเหล่านี้เข้าใจมากๆ เลยว่าเวลาไม่สามารถเก็บหรือสะสมไว้ได้ เวลาผ่านแล้วผ่านเลย ดังนั้นมันจึงมีค่ามากที่สุด หากวันนี้มีคนเสนอเงินให้คุณ 100 ล้านแลกกับ 10 ปีของชีวิตคุณ คุณคงไม่เอาใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นอย่าโยนเวลาทิ้งไปราวกับมันไม่มีค่านะครับ
อย่าลืมนะครับ
     เพราะเวลามีค่าที่สุด

ภาพประกอบ: NOLA NOLEE

คนที่ประสบความสำเร็จบริหารเวลาใน 1 วันกันยังไง?

  ออกตัวไว้ก่อนเลยว่าท่านที่ติดตามงานเขียนของผมมาก่อนหน้านี้จะทราบว่าผมเคยเขียนเรื่องการบริหารเวลามาหลายครั้งแล้ว ซึ่งสาระสำคัญในแต่ละครั้งไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่ครั้งนี้ The Momentum อยากให้ผมเขียนเรื่องการบริหารเวลาให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่ผู้อ่าน ผมเลยอยากเขียนแบบไม่เอาเท่ ไม่เอาหล่อ แต่เอา the good, the bad ของเรื่องการบริหารเวลา มาเล่าให้ฟังจริงๆ
    เราเอาความจริงมาพูดกันเลยว่าของที่มีค่าที่สุดอย่างเวลาเนี่ย เอาจริงๆ คนที่ประสบความสำเร็จเขาบริหารกันได้แค่ไหน แล้วถ้าเราบริหารเวลาได้ห่วยแตก เราจะประสบความสำเร็จหรือมีความสุขในชีวิตได้ไหม
     บทความนี้จึงแตกต่างจากบทความเรื่องการบริหารเวลาที่ผมเคยเขียนมา ที่ว่ากันด้วยเรื่องทฤษฎีล้วนๆ แต่ครั้งนี้ผมได้ลงพื้นที่หรือโทรศัพท์พูดคุยเพื่อสำรวจความคิดเห็นของคน 4 คน ที่ผมคิดว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ถามว่ามิติของเวลาที่เรามีคนละ 24 ชั่วโมงเนี่ย เขาบริหารกันยังไง อะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาขึ้นมายืนเหนือคนอื่นๆ ได้ และเพื่ออรรถรสในการเขียนผมขออนุญาตใช้นามสมมติของทุกคนนะครับ จะได้ไม่เคอะเขินกัน
     นี่คือสิ่งที่ผมได้จากการคุยกับคนเหล่านี้ครับ
 
พี่ก้อยจะไม่กินข้าวที่โต๊ะทำงาน เพราะเธอบอกว่านั่นแสดงว่าเราแบ่งเวลาไม่เป็น
พี่ก้อย: คนที่มีเวลาไม่พอ คือคนที่บริหารเวลาห่วยเอง
     คนแรกชื่อ พี่ก้อย มหาเศรษฐีเจ้าของกิจการโรงแรมหลายสาขาทั่วไทย เป็นคุณแม่ลูกสอง อายุสี่สิบปลาย แต่ดูเหมือนอายุสามสิบกลางๆ
     เมื่อถามถึงเรื่องการบริหารเวลา พี่ก้อยตอบผมกลับมาก่อนเลยว่า
     ก่อนจะพูดเรื่องบริหารเวลา ต้องเข้าใจก่อนเลยนะว่าเวลามันมี 2 อย่างคือ ‘เวลาตามนาฬิกา’ กับ ‘เวลาจริง’
     ฟังแค่นี้ก็งงแล้ว
     พี่ก้อยอธิบายแบบนี้ครับ เวลาตามนาฬิกาคือ หนึ่งปีมี 365 วัน หนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง หนึ่งชั่วโมงมี 60 นาที
     เวลาจริงคือ เวลาที่เรารู้สึก ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบ เช่น เวลาอ่านหนังสือสอบ หนึ่งชั่วโมงเหมือนครึ่งวัน เวลาสังสรรค์กับเพื่อน ครึ่งวันเหมือนหนึ่งชั่วโมง หรืออย่างตอนที่ลูกพี่ก้อยเป็นเด็กๆ ปีหนึ่งผ่านไปเร็วเหมือนหนึ่งเดือน เป็นต้น
     ข่าวดีคือเราอยู่โลกของเวลาจริง ไม่ใช่โลกของเวลาตามนาฬิกา นี่คือสาเหตุที่ทำให้ 24 ชั่วโมงของแต่ละคนไม่เท่ากัน เพราะเวลาจริงคือเวลาสัมพัทธ์ เราต่างคนต่างสร้างมันขึ้นมาเอง อะไรที่เราสร้างขึ้นมาเองเราจึงเป็นคนบริหารเอง
     คนที่มีเวลาไม่พอจึงไม่มีใครให้โทษนอกจากตัวเอง เพราะเขาคือคนที่บริหารเวลาห่วยเอง
     ผมฟังถึงตรงนี้ ต้องบอกว่านี่คือคำอธิบายเรื่องที่ชอบมีคนพูดว่า 24 ชั่วโมงของแต่ละคนไม่เท่ากัน ที่ผมฟังแล้วเข้าใจที่สุด
     พี่ก้อยบอกว่า ทุกวันพี่จะตื่นตีห้ามาออกกำลังกาย ทุกวันไม่เคยขาด เสร็จแล้วจะมาเตรียมอาหารให้สามีและลูก จริงๆ คนงานที่บ้านก็มี แต่พี่ก้อยถือว่านี่คือหน้าที่แม่และภรรยาที่ดี เสร็จแล้วพี่ก้อยจะอ่านรายงานสรุปเรื่องของโรงแรมและข่าวที่น่าสนใจที่ลูกน้องส่งมาทิ้งไว้ตอนกลางคืนประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นเดินทางไปออฟฟิศและเริ่มทำงานประมาณ 10 โมง ระหว่างนี้จะยังไม่เปิดคอมพิวเตอร์ แต่จะใช้เวลาช่วงเช้าในการพูดคุยสั่งการกับทีมงาน
     ราวเที่ยงครึ่งเธอจะไปกินข้าว พี่ก้อยจะไม่กินข้าวที่โต๊ะทำงาน เพราะเธอบอกว่านั่นแสดงว่าเราแบ่งเวลาไม่เป็น เวลากินก็ต้องกินให้ดีๆ ตกบ่ายเธอจะกลับมาประชุมและเช็กอีเมล​ สิ่งที่เธอย้ำกับผมมากคือ เวลาทำอะไรเธอจะทำทีละอย่าง ไม่ multitask เช่น คุยกับลูกน้องก็คุย เช็กอีเมลก็เช็กอีเมล กินข้าวก็กินข้าว ฯลฯ เธอถึงขั้นมีป้าย do not disturb แขวนไว้หน้าห้องเวลาต้องการสมาธิในการทำงาน
     บ่ายแก่ๆ ถ้าไม่นัดเจอเพื่อน ก็จะไปโยคะ และกลับบ้านไปกินข้าวเย็นกับครอบครัว พี่ก้อยแทบจะไม่ออกข้างนอกตอนกลางคืน และเธอไม่แตะแอลกอฮอล์เลยทั้งๆ ที่ตอนสาวๆ เป็นคนปาร์ตี้หนักพอควร
     พี่ก้อยไม่มีทีวีในห้องนอน เพราะเธอแทบไม่ดูทีวี ก่อนนอนเธอจะใช้เวลาอ่านหนังสือและนั่งสมาธิประมาณครึ่งชั่วโมง
     พี่ก้อยหลับก่อน 4 ทุ่มทุกวัน
     ถ้าวันไหนต้องเดินทางไปตรวจโรงแรมที่อยู่ต่างจังหวัด ตารางชีวิตก็จะเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่สิ่งที่เธอทำไม่ขาดคือ การออกกำลังกายและนั่งสมาธิทุกวัน
     ฟังเสร็จผมถามว่า ถามจริงพี่ไม่เบื่อเหรอ ที่ต้องทำแบบนี้ทุกๆ วัน ไม่ออกไปปาร์ตี้กินเหล้าสังสรรค์บ้างเลย
     เธอตอบกลับมาว่า เธอกลัวแก่และกลัวจนมากกว่ากลัวเบื่อ
     โอเคครับ คิดว่าคำตอบน่าจะครบถ้วนสมบูรณ์ดี
 
ให้ลิสต์สิ่งที่ต้องทำประมาณ 20 อย่างของวันนี้ออกมาก่อนในตอนเช้า
แล้วเลือกสิ่งที่สำคัญที่สุด 5 อย่างออกมาทำก่อน ถ้า 5 อย่างนี้ไม่เสร็จที่เหลืออีก 15 อย่างยังไม่ต้องทำ
กบบอกผมว่าเรื่องนี้ดูเหมือนจะเบสิก แต่คนที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายบนโลกนี้อย่าง
บิล เกตส์ หรือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ต่างใช้วิธีนี้กันทั้งนั้น
กบ: โฟกัสให้มาก แล้วจะใช้เวลาน้อยลง
     คนต่อไปที่ผมคุยด้วยคือ กบ คนนี้เป็นเพื่อนผมตั้งแต่สมัยเรียน
     กบเป็นเด็กที่บ้านจนมากครับ เข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ด้วยการเป็นเด็กทุนและต้องหารายได้พิเศษเพื่อเลี้ยงตัวเอง แต่หลังจากจบมา กบทำงานหลายอย่าง ด้วยความขยันและฉลาด บริษัทที่ปรึกษาด้าน IT ที่กบตั้งขึ้นจากเล็กๆ วันนี้กลายเป็นบริษัทที่ใหญ่พอตัวและเป็นที่รู้จักในวงการ
     ทำให้กบจากเด็กบ้านนอกที่บ้านไม่มีฐานะ กลายเป็นมหาเศรษฐีขับซูเปอร์คาร์ในวัย 30 กลางๆ
     ด้วยต้นทุนชีวิตที่ไม่ได้มีเหมือนคนอื่น ความสามารถในการบริหารเวลาของเขาจึงน่าสนใจมาก
     ทุกวันนี้กบมีชีวิตที่สบายมากแล้ว เพราะบริษัทของเขาแทบจะรันไปได้ด้วยตัวเอง และเขาก็มีลูกน้องที่ไว้ใจได้คอยบริหารงานให้ กบเป็นหนุ่มโสด ถ้าวันไหนไม่มีนัดลูกค้า เขาจะตื่นสายๆ เข้าออฟฟิศประมาณ 10-11 โมง ออกจากออฟฟิศบ่ายสาม ไปฟิตเนส และตกเย็นด้วยการไปกินข้าวกับลูกค้าหรือสังสรรค์กับเพื่อนๆ
     กบบอกว่าเคล็ดลับสำคัญที่วันๆ หนึ่งทำงานน้อยอย่างนี้ได้ เพราะว่าเวลาที่เขาอยู่ที่ทำงาน เขาจะ ‘โฟกัส’ มากๆ เพราะฉะนั้นเวลาทำงานไม่กี่ชั่วโมงของเขา ได้งานเท่ากับการทำงานหลายวันของคนทั่วไป
     และนี่คือเคล็ดลับ 4 ข้อที่เขาบอกกับผมมาครับ
     1. ระวังสิ่งล่อใจ
     กบบอกว่าเมื่อพูดถึงเรื่องการบริหารเวลา สิ่งแรกที่ต้องระวังคือ สิ่งล่อใจ เพราะคนส่วนใหญ่จะใช้เวลาไปอย่างน่าเสียดายกับสิ่งพวกนี้ สิ่งล่อใจก็เป็นได้ตั้งแต่เรื่องเล็กอย่างการเผลอไปเปิด Facebook ตอนเช้า พอรู้ตัวอีกที เราก็นั่งดูคลิปจาก YouTube ไป 7-8 อันแล้ว เสียเวลาอันมีค่าไปครึ่งชั่วโมง
     2. โฟกัสสิ่งที่ต้องทำในวันนั้น
     สิ่งที่ต้องทำจริงๆ ในวันหนึ่งจะมีของที่สำคัญจริงๆ ที่จะส่งผลต่อ performance กว่า 90% ของเราไม่เกิน 5 ประเด็น คือคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า 5 อย่างนั้นคืออะไร วิธีการหาคือให้ลิสต์สิ่งที่ต้องทำประมาณ 20 อย่างของวันนี้ออกมาก่อนในตอนเช้า แล้วเลือกสิ่งที่สำคัญที่สุด 5 อย่างออกมาทำก่อน ถ้า 5 อย่างนี้ไม่เสร็จที่เหลืออีก 15 อย่างยังไม่ต้องทำ กบบอกผมว่าเรื่องนี้ดูเหมือนจะเบสิก แต่คนที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายบนโลกนี้อย่าง บิล เกตส์ หรือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ต่างใช้วิธีนี้กันทั้งนั้น
     3. แบ่งเวลาและเคารพเวลาที่แบ่ง
     Compartmentalisation คือการแบ่งเวลาของวันเป็น block และเคารพ block เวลาอันนั้นด้วย เช่น ถ้าลงเวลาใน calendar ไว้ว่าจะประชุมหนึ่งชั่วโมง เมื่อครบหนึ่งชั่วโมงให้ลุกเลย ทำแบบนี้ให้เป็นนิสัยแล้วจะเป็นคนที่บริหารเวลาได้ และทำไปนานๆ ในที่สุดทุกอย่างจะจบตามเวลาที่ต้องการไปเอง เพราะเหมือนเป็นการถูกฝึกให้เป็นนิสัย
     4. ดูแลทีมงานและระบบการทำงานให้ดี
     เรื่องสุดท้ายคือ ดูแลคนที่อยู่รอบข้างให้ดีๆ ทีมงานของเราคือการขยายความสามารถในการทำงานของเรา ถ้าเราทำงานคนเดียวได้ 8 ชั่วโมง มีทีมงานที่เก่งเท่าเรา 4 คน ก็เหมือนจะทำงานได้ 32 ชั่วโมง แต่เรื่องจริงๆ ไม่ใช่แบบนั้น เพราะทีมงานของเราจะเป็นตัวคูณทั้งด้านดีและไม่ดี ดังนั้นการออกแบบ ‘ระบบ’ การทำงานจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าระบบดีเราจะแก้ปัญหาใหญ่ให้เป็นปัญหาเล็ก ถ้าระบบห่วยเราจะทำปัญหาเล็กให้เป็นปัญหาใหญ่ เพราะระบบเปรียบเหมือนแว่นขยายนั่นเอง มันจะขยายทั้งสิ่งดีและสิ่งที่ไม่ดี
     กบเพิ่มเติมให้นิดหนึ่งด้วยว่า การดูแลทีมงานที่ดีให้ทำแบบที่ เซอร์ ริชาร์ด แบรนสัน เคยกล่าวไว้คือ
     “Train people well enough so they can leave. Treat them well enough so that they don’t want to.”
     คมกริบ
     ตอนท้ายผมถามเรื่องชีวิตส่วนตัวนิดหน่อย ผมถามว่าทุกวันนี้ชีวิตเป็นยังไงบ้าง?
     กบหัวเราะแล้วบอกว่า ชิลมากๆ เพราะทีมงานดี ลูกน้องเก่งกว่ามันอีก ตอนนี้เที่ยวหนัก ดื่มเยอะไปนิด ว่าจะลดการดื่มลงหน่อย
     แล้วกบก็จบท้ายการสนทนาด้วยการชวนผมไปดื่มไวน์ซะงั้น
 
อยากใช้เวลาให้มีค่าต้องพูด "ไม่" ให้เป็นครับ
มังกร: พูดคำว่า “ไม่” ซะบ้าง และใช้ ‘เศษเวลา’ ให้เป็นประโยชน์
     คนที่สามชื่อ มังกร เป็นครีเอทีฟที่มีชื่อเสียงมากในวงการโฆษณาได้รับรางวัลใหญ่ๆ มาเพียบ
     “ชีวิตผมเอาแน่เอานอนไม่ได้พี่” นี่คือคำแรกที่เขาบอกเมื่อผมถามถึงเรื่องการบริหารเวลา
     “บางช่วงงานเยอะ หรือถ้าสมองมันแล่นก็อยู่ยันเช้า แต่ถ้าช่วงชิลก็นั่นแหละชิลๆ แต่ผมก็พยายามชดเชยนะช่วงที่งานไม่เยอะก็พยายามดูแลตัวเอง ไปโยคะ สปา ปั่นจักรยาน เล่นกับหมาบ้าง”
     มังกรบอกว่าเขาอาจจะไม่ได้คิดเรื่องบริหารเวลามากเท่าไหร่ แต่นี่คือสองสิ่งที่เขาทำเสมอๆ ที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่น
     เรื่องแรกคือ ฝึกพูดคำว่า “ไม่” ซะบ้าง
     เขาพบว่าคนไทยใช้คำนี้ไม่ค่อยเป็น เพราะความขี้เกรงใจ สุดท้ายเลยต้องเสียเวลาอันมีค่าของตัวเองไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง อยากใช้เวลาให้มีค่าต้องพูด "ไม่" ให้เป็นครับ
     เรื่องที่สองคือ การใช้ ‘เศษเวลา’ ให้เป็นประโยชน์ เขาบอกว่าเขาแปลกใจมากที่เห็นคนไทยชอบเล่นมือถือเวลาไม่มีอะไรทำ เช่น ตอนอยู่บนรถไฟฟ้า ตอนนั่งรอหมอ ตอนนั่งรอลูกเรียนเปียโน ฯลฯ แทนที่จะอ่านหนังสือ หรือทำงานอะไรที่เป็นประโยชน์ มังกรบอกว่าเขาพกหนังสือและสมุดจดติดตัวตลอดเวลา ตอนว่าง 5 นาที 10 นาที ถ้าไม่อ่านหนังสือก็จะจดอะไรบางอย่างเสมอ งานที่ได้รับรางวัลจำนวนมากของเขาริเริ่มมาจากแรงบันดาลใจจากสิ่งที่เขาจด หรืออ่านตอนช่วง ‘เศษเวลา’ นี่แหละ
     มังกรบอกว่า “พี่รู้ปะว่าคนเขียนเรื่อง Presumed Innocent ที่เป็น New York Times Best Seller แม่งใช้เวลาเขียนระหว่างนั่งรถไฟใต้ดินไปทำงาน แค่วันละ 10 นาทีนี่แหละ พี่เข้าใจที่ผมต้องการจะสื่อใช่ไหม”
     ผมเข้าใจครับ และผมจะพยายามเลิกไถมือถือเล่นเวลาเบื่อๆ แล้วครับ
 
ในช่วงเช้าถึงเที่ยงประพตแทบจะไม่จับโทรศัพท์มือถือเลย ถ้ามีสายเข้าและไม่ด่วนเลขาเขาจะเป็นคนจัดการให้ทั้งหมด เพราะช่วงนี้คือช่วงเวลาที่สมองทำงานดีที่สุด เขาจะใช้มันทำงานสำคัญๆ เท่านั้น
ประพต: จงเริ่มต้นทำในสิ่งที่สำคัญ
     คนสุดท้ายที่ผมคุยด้วยชื่อ ประพต เขาเป็นทายาทเจ้าของโรงงานยาขนาดใหญ่ เขาไม่ใช่เด็กสปอยล์ทั่วไป แต่เป็นคนที่สืบทอดกิจการจากพ่อและทำให้กิจการรุ่งเรืองขยายใหญ่โตเป็นอย่างมาก
     เขาดูแลทุกเรื่องของกิจการตั้งแต่งานผลิต มาร์เก็ตติ้ง และงานขาย เขาจึงเป็นคนที่ยุ่งมากๆ
     ประพตบอกว่าเขาจะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีทุกเช้าก่อนเริ่มงานในการวางแผนว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง โดยการแบ่งช่วงเวลาเป็น time slot แล้วใส่ไว้ใน Google Calendar โดยเขาบอกผมว่า เขาจะดูก่อนเลยว่าวันนี้งานอะไรที่ทำแล้วจะส่งผลให้เกิดประโยชน์กับบริษัทมากที่สุด เขาจะเลือกมันขึ้นมาทำก่อน โดยใช้หลัก 80/20 ในการเลือก
     นอกจากจะมี to do list แล้วเขายังมี to don’t list ด้วย เพื่อให้ไม่เผลอไปทำงานที่เขาสามารถมอบหมายให้คนอื่นทำได้
     และในช่วงเช้าถึงเที่ยงประพตแทบจะไม่จับโทรศัพท์มือถือเลย ถ้ามีสายเข้าและไม่ด่วนเลขาเขาจะเป็นคนจัดการให้ทั้งหมด เพราะช่วงนี้คือช่วงเวลาที่สมองทำงานดีที่สุด เขาจะใช้มันทำงานสำคัญๆ เท่านั้น ถ้าจะใช้โทรศัพท์นั่นหมายถึงการโทรที่เป็นสายสำคัญจริงๆ
     โดยส่วนใหญ่เขาจะใช้เวลาในช่วงเช้าตรวจโรงงานและวางแผนการขาย หรือพัฒนาปรับปรุงและออกผลิตภัณฑ์ใหม่
     เวลาสั่งงานลูกน้อง คำสั่งของเขาจะชัดเจนและไม่กำกวม ประพตบอกว่าคำสั่งที่กำกวมเสียทั้งเวลาลูกน้องและเขาด้วย เพราะเดี๋ยวลูกน้องก็จะมีคำถาม ดังนั้นก่อนสั่งอะไร คิดคำสั่งให้มันเคลียร์ๆ ก่อน
     ช่วงเย็นเวลาใกล้จะกลับบ้านเขาจะวิ่งรอบโรงงาน ถือเป็นการออกกำลังกายพร้อมกับทักทายลูกน้องและตรวจสถานที่ไปด้วย
     เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัว
 
คนที่ผมคุยด้วยทุกคนจะโฟกัสและทำงานเป็นเรื่องๆ ไป
เพราะเวลาเขาทำงานเขาเล่าให้เราฟังว่าเขาจะเหมือนตกอยู่ในภวังค์
งานที่ได้ออกมามันจึงใกล้เคียงความสมบูรณ์แบบที่สุด ไม่มีใครที่ทำงานแบบ multitask เลยสักคนเดียว
     ผมได้ข้อสรุปจากการคุยกับคนที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ว่าพวกเขามีแนวคิดในการบริหารจัดการเวลาที่คล้ายๆ กัน ดังนี้ครับ

1. พวกเขารู้ว่าทุกคนมี prime time
     ช่วงเวลา prime time วันหนึ่งอาจจะไม่มากมาย แค่วันละ 1-2 ชั่วโมง แต่เรียกว่าเป็นช่วง ‘องค์ลง’ มีกำลังสมองและสมาธิสูงสุด ถ้าเป็นสายครีเอทีฟคือ ช่วงงานคลอด ถ้าเป็นเจ้าของกิจการคือ ช่วงคิดไอเดีย ถ้าเป็นนักเขียนคือ ช่วงพิมพ์มือเป็นระวิง ฯลฯ พวกเขาจะใช้ prime time อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด ไม่เสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ เช่น การเล่นโซเชียลมีเดียเป็นอันขาด

2. พวกเขาดูแลร่างกายอย่างดีมาก
     พวกเขาจะดูแลร่างกายให้ดีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าจะออกกำลังกาย หรือพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะพวกเขาเหล่านี้รู้ว่าสมองจะทำงานได้ดี ร่างกายต้องอยู่ในสภาพที่ดีด้วย คนที่อดนอน 3 วันไม่สามารถทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพได้อย่างแน่นอน ผู้นำของโลกอย่างประธานาธิบดีโอบามาหรือปูตินต่างก็ออกกำลังกายเป็นประจำ

3. พวกเขาโฟกัส
     คนที่ผมคุยด้วยทุกคนจะโฟกัสและทำงานเป็นเรื่องๆ ไป เพราะเวลาเขาทำงานเขาเล่าให้เราฟังว่าเขาจะเหมือนตกอยู่ในภวังค์ งานที่ได้ออกมามันจึงใกล้เคียงความสมบูรณ์แบบที่สุด ไม่มีใครที่ทำงานแบบ multitask เลยสักคนเดียว ผมแนะนำว่าการทำ time block ว่าตอนนี้ควรทำอะไรและใช้เวลาเท่าไหร่เป็นสิ่งที่ดีมากครับ เครื่องมือที่ผมใช้และอยากแนะนำต่อมากๆ คือ การใช้ ASANA ซึ่งเป็น task management เมื่อ intregrate เข้าไปกับ Google Calendar มันจะเป็นเครื่องมือในการจัดการเวลาที่ทรงพลังมากครับ
 
หากวันนี้มีคนเสนอเงินให้คุณ 100 ล้านแลกกับ 10 ปีของชีวิตคุณ คุณคงไม่เอาใช่ไหมครับ
เพราะฉะนั้นอย่าโยนเวลาทิ้งไปราวกับมันไม่มีค่า
4. พวกเขาใช้เวลาไปทำในสิ่งที่พวกเขาถนัดที่สุด เรื่องอื่นที่ไม่ถนัดพวกเขาจะให้คนอื่นทำ
     เมื่อเจาะลึกลงไปในการใช้ชีวิตของคนเหล่านี้ จะพบว่าพวกเขาจะทุ่มเทเวลาไปกับการเจียระไนทักษะที่พวกเขาถนัดมากๆ ให้คมขึ้นไปเรื่อยๆ ในขณะที่เรื่องที่ไม่ถนัด พวกเขาจะส่งต่อให้คนอื่นทำ พูดง่ายๆ คือคนเหล่านี้ไม่พยายามจะทำตัวให้เป็นคนเก่งทุกเรื่องนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น กบไม่เคยเล่นหุ้น มันบอกว่าการศึกษาเรื่องหุ้นเป็นเรื่องเสียเวลา กบจึงเอาเรื่องหุ้นและเงินไปให้พวก private wealth management จัดการดีกว่า

5. พวกเขาไม่ปล่อยเศษเวลาให้หายไป
     ผมว่าตัวอย่างของมังกรอธิบายได้ครบถ้วนมาก

6. พวกเขาให้ค่ากับเวลามากกว่าเงิน
     พวกเขาเหล่านี้เข้าใจมากๆ เลยว่าเวลาไม่สามารถเก็บหรือสะสมไว้ได้ เวลาผ่านแล้วผ่านเลย ดังนั้นมันจึงมีค่ามากที่สุด หากวันนี้มีคนเสนอเงินให้คุณ 100 ล้านแลกกับ 10 ปีของชีวิตคุณ คุณคงไม่เอาใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นอย่าโยนเวลาทิ้งไปราวกับมันไม่มีค่านะครับ
อย่าลืมนะครับ
     เพราะเวลามีค่าที่สุด

ภาพประกอบ: NOLA NOLEE

จุดเปลี่ยน-อวสานธุรกิจขายตั๋วเครื่องบิน!? เมื่อ Ar-Pae.com ลงเล่นธุรกิจเอเจนซี่ ชี้ราคาตั๋วจะ Low-Cost กว่าเดิม

Photo: static.pexels.com
     ถ้าบอกว่าตั๋วเครื่องบินจะราคาถูกลง และสามารถได้มาโดยไม่ต้องเสียเวลาเฝ้าจอคอมฯ ทั้งวันทั้งคืน คุณจะเชื่อไหม?
     Little-Pae เอเจนซีคัดโปรฯ ตั๋วถูก ที่เพิ่งแตกไลน์จาก Ar-Pae.com เพจด้านการท่องเที่ยวและแนะนำโปรฯ ตั๋วเครื่องบินชื่อดัง สามารถทำสิ่งที่ว่ามาได้
     ไม่ใช่แค่ตั๋วเครื่องบิน แต่รวมถึงการจองที่พัก บัตร Pass ต่างๆ เช่น JR Pass, Swiss Pass ฯลฯ ทุกที่ทั่วโลก!
     “ผมจะเป็นคนที่กำหนดราคาได้เอง และน่าจะทำให้ราคาภาพรวมของตลาดน่าสนใจขึ้นเยอะ” ชายวัยกลางคนที่ไม่ขอเปิดเผยตัว และเรียกแทนตัวเองว่า ‘อาแปะ’ ปล่อยหมัดเด็ดระหว่างการสนทนา
     คอนเน็กชันในระดับล้วงโปรแกรมการขายจากฝ่ายมาร์เก็ตติ้งสายการบิน ระบบการทำงานที่ลดต้นทุนด้วยการใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลัก ฐานแฟนเพจ Ar-Pae.com ที่เหนียวแน่น 685,877 ราย ซึ่งช่วยประหยัดงบประชาสัมพันธ์และซื้อสื่อเพื่อให้เป็นที่รู้จัก บวกกับจุดยืนที่ต้องการให้ทุกคนได้เปิดโลกด้วยการออกเดินทาง
     ทั้งหมดนี้ทำให้ ‘ราคา’ ตั๋วฯ ที่มาจาก Little-Pae น่าสนใจกว่าเอเจนซีขายตั๋วฯ แบบเดิมๆ
     The Momentum ตั้งข้อสังเกตว่า การมาถึงของ Little-Pae อาจเป็นการปิดฉากธุรกิจเอเจนซีด้านการท่องเที่ยว?
     “ผมไม่คิดว่าใครเป็นคู่แข่ง ผมแค่เป็นตัวเลือกหนึ่ง”

Photo: wikipedia.org
     ในวันที่ธุรกิจยุคเก่ากำลังถูก disrupt จากธุรกิจในโลกยุคใหม่ โครงสร้างของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและดิจิทัลได้ตัดตอนและลดบทบาทธุรกิจที่เป็น ‘ตัวกลาง’ ให้ค่อยๆ หมดความหมาย
     นอกจากธนาคาร นิตยสาร ห้างร้าน ฯลฯ เอเจนซีด้านการท่องเที่ยวก็เป็นธุรกิจหนึ่งที่ไม่พ้นโดนผลกระทบ
     และไม่แน่ว่า บทสนทนานี้อาจเป็นบทสนทนาสุดท้าย ก่อนธุรกิจเอเจนซีขายตั๋วเครื่องบินในเมืองไทยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
 
“ถ้าราคาไม่ถูก ผมก็หน้าแหกสิ 
เพราะทุกวันนี้คนเช็กราคาตามเว็บได้อยู่แล้ว ถูกไหม?”
ทุกวันนี้ราคาตั๋วเครื่องบินก็ถูกมากแล้ว ถึงขนาดที่จำนวนคนเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อนมาก คำถามคือเรายังทำให้ราคาตั๋วถูกลงได้อีกหรือ
     Little-Pae หรือ ‘แปะน้อย’ เป็นเหมือนเอเจนซีที่บุ๊กกิ้งทุกๆ อย่างแทนนักท่องเที่ยวทุกคน ซึ่งต่างจากเอเจนซีทุกที่ก่อนหน้าที่เป็นตัวแทนผู้ขาย และแต่ละบริษัทก็แบกรับภาระค่าใช้จ่ายในองค์กร ไม่ว่าค่าดูแลลูกน้อง ค่าเช่าออฟฟิศ งบการตลาด โฆษณาและประชาสัมพันธ์ ฯลฯ นั่นหมายความว่าเมื่อไรก็ตามที่ต้องใช้ทีมงานที่ใหญ่ขึ้นๆ เอเจนซีก็ต้องคิดกำไรเพิ่มจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตรงนั้น
     คำถามคือ ถ้าวันหนึ่งนักท่องเที่ยวสามารถจองตั๋วได้เองล่ะ? นั่นหมายความว่า ราคาตั๋วจะน่าสนใจขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งตัว ‘แปะน้อย’ คือนักท่องเที่ยวคนนั้น และสามารถที่จะจ่ายตั๋วในราคาที่มีต้นทุนน้อยกว่า ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะเราไม่ได้ใช้ต้นทุนหรือคนอะไรมากมาย แต่ใช้เงินส่วนใหญ่ลงทุนกับตัวระบบคอมพิวเตอร์ เพราะผมต้องการใช้คนให้น้อยที่สุด
     ซึ่งวิธีการนี้ผมคิดว่ามันน่าจะโอเคในการกำหนดราคาตั๋ว โดยที่ไม่ต้องผ่านคนกลาง

แล้วตั๋วราคาถูกที่คุณว่ามาจากไหน
     ถ้ากรณีที่คุณเป็นคนซื้อ สิ่งที่ง่ายที่สุดคือจะมีเว็บเช็กราคาอยู่จำนวนหนึ่งในประเทศไทย เช่น skyscanner.co.th ที่คนทุกวันนี้ใช้กันอยู่แล้ว
     ขณะที่เอเจนซีจะรู้ข้อมูลโปรฯ ตั๋วล่วงหน้าก่อนที่ข้อมูลจะลงในเว็บเช็กราคาล่วงหน้าหนึ่งสัปดาห์ แล้วหยิบๆ มาโพสต์ในลำดับถัดไป
     นอกจากนี้ยังมีสเต็ปที่สามที่แอดวานซ์กว่า คือการรู้ว่าสายการบินจะทำโปรฯ อะไรก่อนจะให้ข้อมูลกับเอเจนซี โดยข้อมูลเหล่านี้มาจากฝ่ายมาร์เก็ตติ้งของสายการบิน
     ซึ่ง ‘แปะน้อย’ จะอยู่ในทุกสเต็ปที่ว่ามา
 
“ผมเป็นคนที่ไม่ชอบระบบหัวคิว”
ทำไมมาร์เก็ตติ้งของสายการบินต้องมาบอกข้อมูลที่เป็น ‘ความลับ’ กับคุณ
     ถ้าไม่บอก แคมเปญดีๆ ที่แต่ละเจ้าปล่อยออกมาก็มีโอกาสที่จะแย่งลูกค้ากัน เป็นปัญหาไหม?
     สมมติว่าวันนี้ 3 สายการบินออกโปรโมชันโตเกียวเหมือนกันเด๊ะๆ ลูกค้าเลือกไม่ได้ คำถามคือคุณจะปล่อยมาชนกันทำไม แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีโปรฯ จากสายการบินอะไรอีกเลย
     ยกตัวอย่าง พอใกล้สิ้นเดือน ทุกสายการบินประกาศตั๋วพร้อมกัน แต่คนซื้อก็มีจำนวนเท่าเดิม ทั้งๆ ที่จริงแล้วมันสามารถเลี่ยงได้ ผมเหมือนเป็นคิวเรเตอร์ที่รู้ว่าแต่ละบริษัทกำลังจะมีอะไร ก็เรียงกันไปได้ ทุกบริษัทอยู่รอดได้ ไม่ต้องมานั่งแย่งลูกค้ากันเอง ถามว่าผมจัดคิวไหม ผมจัดคิวได้ส่วนหนึ่ง เช่น ถ้าเตือนไปแล้ว มาร์เก็ตติ้งฟังเรา ก็โอเค

อะไรที่ทำให้ ‘แปะน้อย’ มั่นใจว่าจะกำหนดราคาตั๋วได้ ‘ดี’ กว่าเอเจนซีเจ้าอื่น
     ก่อนจะตอบคำถาม ผมขออธิบายถึงที่มาของธุรกิจเอเจนซีขายตั๋วก่อนแล้วกัน สมมติว่าสายการบินทั่วโลกมีอยู่ 100 สายการบิน ในตอนแรกทุกสายการบินจะพยายามที่จะขายตั๋วด้วยตัวเอง แต่ด้วยระบบการจอง ระบบการสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ ทำให้สายการบินไม่สามารถดูแลได้ทุกขั้นตอน ก็เลยเกิดตัวแทนการขายหรือ ‘เอเจนซี’ ขึ้นมา
     ซึ่งเอเจนซีหรือตัวแทนขายก็อาจจะลากทั้ง 100 สายการบินมาอยู่ที่ตัวเอง กลไกดังกล่าวทำให้เอเจนซีมีอำนาจในการต่อรอง ผลสุดท้ายไม่ว่าผู้ซื้อจะซื้อตั๋วจากสายการบินหรือเอเจนซีก็จะได้ราคาไม่ต่างกัน เผลอๆ บางครั้งเอเจนซีอาจขายถูกกว่า แต่ทีนี้อย่างที่บอกไป ระบบของเอเจนซีมีค่าใช้จ่าย นั่นหมายความว่า เอเจนซีก็ต้องทำกำไรเพื่อให้บริษัทอยู่รอด
     ถ้ามีนักท่องเที่ยวคนหนึ่งมาอยู่ในตำแหน่งตรงนี้ แล้วไม่ได้คิดจะทำกำไรมากมาย ผมเลยตั้ง ‘แปะน้อย’ ขึ้นมา คำถามคือทำไมผมถึงกำหนดราคาตั๋วให้น่าสนใจกว่าไม่ได้ล่ะ
     อย่าลืมนะประเด็นหลักก็คือ ‘แปะน้อย’ เป็นคนซื้อคนหนึ่ง ไม่ใช่คนขาย นั่นหมายความว่าเราเป็นแค่นักท่องเที่ยวคนหนึ่งที่ซื้อของดีในราคาที่ดีได้แค่นั้นเอง

Photo: wikipedia.org
อยากรู้รายละเอียดที่บอกว่า คุณ ‘กำหนดราคา’ ได้ มันเป็นยังไง
     ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา ผมจะดูข้อมูลราคาตั๋วจากสายการบินแต่ละแห่ง คล้ายๆ กับที่ดูราคาหุ้นที่ปรับขึ้น-ลงในตลาดหุ้น เช่น วันนี้ผมอาจจะบอกว่า​โตเกียวควรซื้อ เพราะราคาดี แต่นิวซีแลนด์ยังไม่น่าซื้อ เพราะแคมเปญไม่น่าสนใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมทำเป็นปกติอยู่แล้วตอนทำเพจ Ar-Pae.com เพียงแต่เมื่อก่อนเราส่งข้อมูลตรงนี้ให้เอเจนซี แต่วันนี้เราก็ส่งให้ ‘แปะน้อย’ ที่เป็นตัวแทนคนซื้อ โดยผมดูแค่อย่างเดียวว่า ประโยชน์ของคนซื้อคืออะไร ไม่ได้ดูประโยชน์ของคนขาย หรือมีนอกหรือมีในว่าเชียร์บริษัทนี้ ผมจะได้คอมมิชชัน

เราจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่คุณพูดอย่างเช่น ไม่มีนอกมีในกับสายการบิน หรือมองประโยชน์ของคนซื้ออย่างเดียวคือเรื่องจริง?
      ถ้าผมประกาศแล้วมันไม่ดีอย่างที่คุยคุณจะซื้อทำไม? และถ้าราคาไม่ถูก ผมก็หน้าแหกสิ เพราะทุกวันนี้คนเช็กราคาตามเว็บได้อยู่แล้วถูกไหม?

เท่าที่ฟังมา รู้สึกว่าคุณไม่ค่อยเห็นด้วยกับการที่คนเราเสียเวลาไปกับการนั่งจ้องหาตั๋วโปรฯ ที่ถูกที่สุด เพราะอะไร?
     ‘เวลา’ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้ และมาไวไปไว นั่นหมายความว่า คุณควรจะเอาเวลาเหล่านั้นไปทำมาหากินเถอะ แล้วส่วนที่เหลือให้ ‘แปะน้อย’ ดูแลให้เถอะ ไม่ต้องไปนั่งจับตาดูโปรฯ ตั๋วตลอดวันตลอดคืน เพราะเราไม่มีโอกาสรู้เลยว่าตั๋วราคาดีจะมาตอนไหน ถามว่าจำเป็นไหม ให้คนอื่นมาดูแทนให้ดีกว่า
     อย่างตัวผมเองไม่เคยหาอะไรที่ราคาถูกที่สุดเลย เราหาแต่จุดที่มีความเหมาะสมที่จะซื้อ ที่จะใช้พอ แล้วเอาเวลาที่มีไปทำมาหากินดีกว่า มันไม่มีความจำเป็นเลยที่คุณจะเสียเวลามานั่งเฝ้าหาตั๋วเครื่องบิน ตั๋วรถไฟ หรือโรงแรม เพื่อหาคำว่า ‘ราคาถูกที่สุด’
     ถ้าคุณทำอะไรมากกว่านั้นปวดหัวตายห่า อะไรก็ตามที่มันไม่พอดี ก็ไม่ต้องดิ้นรนไขว่คว้าเพื่อให้ได้ราคาถูกที่สุด หรือทำให้ชีวิตลำบากกว่าสิ่งที่เป็น มันจะเสียเวลาโดยใช่เหตุ
     สิ่งที่ง่ายที่สุดคือการดูชอยส์ที่ดีที่สุด เซอร์วิสที่ดีที่สุด ออปชันที่ดีที่สุด แล้วราคาตอบโจทย์เงินในกระเป๋าคุณ แค่นั้นก็พอแล้วครับ

ทำไมคุณถึงเลือกเป็นตัวแทนนักท่องเที่ยว ทั้งๆ ที่การเป็นตัวแทนผู้ขายได้กำไรดีกว่า
     ตอนทำเพจ Ar-Pae.com ผมมีเรื่องประทับใจที่ลูกเพจอินบ็อกซ์เข้ามาเยอะมาก อย่างครั้งหนึ่งมีคนขายแรงงานที่เขาอยู่ต่างประเทศ แล้วเขาก็ไม่เคยได้กลับบ้านเลย เพราะเม็ดเงินที่เขามีอยู่ไม่สามารถที่จะซื้อตั๋วได้ เพราะเขาจำเป็นจะต้องส่งเงินที่เขามีทั้งหมดเลี้ยงลูกและแม่ที่ไม่สบาย แต่ทันทีที่ผมส่งโปรโมชันตั๋วเครื่องบินราคา 5,000 บาทลงไปในเพจ น้ำตาเขาแทบไหล เพราะเขาได้โอกาสที่จะกลับบ้านไปเยี่ยมแม่ที่กำลังไม่สบาย ซึ่งไม่รู้ว่าจะเสียเมื่อไร และมีโอกาสได้พบหน้าลูกที่ไม่เคยได้พบกันเลย
     หลังจากที่ผมได้รับจดหมายฉบับนี้ ผมอ่าน ผมซึ้ง และมันมีเคสแบบนี้เกิดขึ้นเยอะมาก และผมแทบน้ำตาไหลทุกครั้งที่เห็น
 
“หนทางเดียวที่ทำให้คนไตร่ตรองและอยู่ร่วมกันได้
ก็คือ ต้อง ‘เห็น’ อะไรมาเยอะ”
ถ้าสิ่งที่คุณพูดมาทั้งหมดเป็นเรื่องจริง ผมอยากรู้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้คุณลุกขึ้นมาทำเพจ Ar-Pae.com และ Little-Pae
     ผมเห็นความขัดแย้งทางสังคม ผมเห็นความคิดของแต่ละคนที่พุ่งไปในจุดเดียว และเราไม่ได้เปิดความคิด เพื่อจะยอมรับความคิดคนอื่น ผมรู้สึกว่าเราดราม่ากับชีวิตกันโดยใช่เหตุ หนทางเดียวที่ทำให้คนไตร่ตรองและอยู่ร่วมกันได้ก็คือ ต้อง ‘เห็น’ อะไรมาเยอะ
     ถ้าเมื่อไรก็แล้วแต่ที่คุณไปยืนบนโลกที่กว้างกว่า คุณจะรู้เลยว่าแต่ละคนมีความชอบไม่เท่ากัน สิ่งเดียวที่ ‘อาแปะ’ หรือผมทำให้ทุกคนได้ คือพยายามจะสรรหาโอกาสให้คนทุกระดับชั้นในสังคม ไม่ว่าจะมีเงินมากหรือเงินน้อยก็ตามได้ออกไปเห็นโลกกว้าง
     สิ่งที่ผมให้คุณคือโอกาสในการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น คุณจะเห็นโลกมากขึ้น แล้วคุณจะรู้เองว่าคุณควรจะพัฒนาตัวเองไปทิศทางไหนที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น และถ้าคุณประสบความสำเร็จ
     ‘อาแปะ’ ดีใจนะ.

Photo: static.pexels.com

DID YOU KNOW?

685,877 คือจำนวนลูกเพจของ Ar-Pae.com
     อาจดูน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรไทยทั้งประเทศ แต่ถ้ามองในมุม ‘กลุ่มเป้าหมายทางการตลาด’ ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะทั้งหมดล้วนเป็นกลุ่มคนที่สนใจระดับ ‘ตัวจริง’ และพร้อมจะออกเดินทางเมื่อมีตั๋วในราคาที่โดนใจ

ผู้สนับสนุนโฆษณาโดย


 
Blogger Templates