Social Icons

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Google แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Google แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

10 สุดยอดบริษัทที่มีความเป็นนวัตกรรมมากที่สุดในปี 2017

 เว็บไซต์ Fast Company ได้จัดอันดับสุดยอดบริษัทที่มีความเป็นนวัตกรรมมากที่สุดในปี 2017 ทั้งหมด 50 อันดับจากหลายพันบริษัท โดยวัดจากนวัตกรรมที่น่าดึงดูดมากที่สุดในแง่ความน่าสนใจและเงินในกระเป๋า รวมทั้งการสร้างความแตกต่างและส่งผลกระทบระดับโลก
​     ผลปรากฏว่าบริษัท Amazon ได้รับการยกย่องให้เป็นบริษัทที่มีความเป็นนวัตกรรมมากที่สุดจากโปรเจกต์ Amazon Go และอีกหลายๆ โครงการของ Amazon ที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน
​     นอกจาก Amazon แล้ว มีบริษัทไหนที่น่าสนใจเข้ารอบไปบ้าง The Momentum ได้สรุป 10 อันดับของบริษัทที่โดดเด่นทางด้านนวัตกรรมมากที่สุดจากการจัดอันดับของ Fast Company และวิเคราะห์แนวทางความสำเร็จของแต่ละบริษัทมาไว้ให้แล้ว
 

 
1. Amazon
​     Amazon ถือเป็นธุรกิจที่เติบโตแบบก้าวกระโดดจากร้านขายหนังสือออนไลน์ที่เคลมว่ามีหนังสือมากที่สุดในโลกเป็นล้านเล่ม ขยับมาเป็นอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดรายหนึ่งของโลกภายใน 20 ปี ที่น่าสนใจกว่านั้น เจฟฟ์ เบโซส์ ซีอีโอบริษัทไม่ได้ยึดติดกับวิธีการทำธุรกิจออนไลน์อย่างเดียว แต่ยังคิดค้นพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ในทุกด้าน เช่น เครื่องอ่าน e-book และแท็บเล็ต Kindle รวมถึงเปิดบริการระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) ให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนใช้งานในชื่อ Amazon Web Services
​     ล่าสุด Amazon ได้เปิดตัว Amazon Go ซูเปอร์มาร์เก็ตอัจฉริยะ ที่ผนวกเทคโนโลยีออนไลน์เข้ากับโลกออฟไลน์ ทำให้ลูกค้าสามารถบริหารการช้อปปิ้งของตัวเองได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาต่อคิวหรือพกเงินสด ยังไม่รวมถึงการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ Alexa และนำโดรนเข้ามาอำนวยความสะดวกในการส่งของ
​     ครบทุกด้านอย่างนี้ ไม่แปลกที่จะคว้าอันดับหนึ่งไปครอง
     (อ่านต่อ Amazon Go ร้านสะดวกซื้ออัจฉริยะไม่ต้องต่อคิว ไม่ต้องจ่ายเงินสด)
 

2. Google
​     ถ้าพูดถึงความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ ก็คงต้องยกให้กับ Deep Learning ของ Google ที่สามารถเรียนรู้และจดจำสิ่งต่างๆ จากภาพได้ ไม่เพียงเท่านั้น ทีมนักวิจัย Google Brain พัฒนาระบบการเรียนรู้การแปลภาษาที่เรียกว่า Google Neural Machine Translation (GNMT) ขึ้นมา ทำให้ระบบ AI สามารถสร้างภาษากลางของตัวเองขึ้นมา 1 ภาษา เพื่อใช้แปลทุกภาษามาเป็นภาษากลาง (ที่มันเข้าใจได้) ก่อนที่จะแปลเป็นภาษาที่เราต้องการอีกทีหนึ่ง และอีกหนึ่งความสำเร็จของวงการปัญญาประดิษฐ์ที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ก็คือ ซอฟต์แวร์ AlphaGo ระบบ Machine Learning ที่สามารถเอาชนะผู้เล่นเกมหมากล้อมหรือโกะระดับมืออาชีพได้เลย
​     นับเป็นความสำเร็จที่ Google ได้จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ว่าสามารถพัฒนาสมองกลให้เทียบเท่ามนุษย์จริงๆ ได้ หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ!
​     (อ่านต่อ พลิกล็อก Google คอนเฟิร์ม AlphaGo คือ AI ปริศนาในโลกออนไลน์ที่ชนะเซียนหมากล้อมระดับโลก 60 เกมรวด!)
 

 
3. Uber
​     หลังจากจุดกระแส disruption ในวงการธุรกิจบริการแท็กซี่ไปแล้ว Uber ยังพัฒนาโครงการนำร่องรถยนต์ไร้คนขับขึ้นมา เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ให้กับเจ้าของรถยนต์ แถมยังแซงหน้า Google ขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีนี้อีกด้วย โดย Uber ได้พยายามพิสูจน์ในเรื่องของการลดจำนวนอุบัติเหตุลง และล่าสุด Uber เข้าซื้อกิจการบริษัทสตาร์ทอัพ Otto เพื่อพัฒนาโครงการรถไร้คนขับสำหรับรถบรรทุก ซึ่งในอนาคตการขนส่งทางรถบรรทุกอาจจะไม่ต้องใช้มนุษย์อีกแล้ว
 

 
4. Apple
​     ถึงจะไม่มีผลิตภัณฑ์ว้าวๆ ออกมาเรียกคะแนนนิยมจากแฟนๆ ทั่วโลก แต่ Apple ก็หันไปทุ่มกับการแก้ปัญหาด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และจะเปลี่ยนไปใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตที่ปลอดภัยมากกว่าเดิม
​     Apple ยังผุดโครงการ iPhone Recycling Program ที่ใช้หุ่นยนต์ Liam มาช่วยชำแหละไอโฟนเครื่องเก่าเพื่อนำวัสดุทั้งหมดไปรีไซเคิล และส่งสินค้าที่ไม่ใช้งานแล้วกลับคืนบริษัทเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ได้อีก ซึ่งนับเป็นวิธีช่วยลดจำนวนขยะอิเล็กทรอนิกส์ด้วยนวัตกรรมได้อย่างสร้างสรรค์
 

 
5. Snapchat
​     Snapchat คือแอปพลิเคชันโซเชียลที่ชนะใจวัยรุ่นอเมริกันได้มากกว่าเฟซบุ๊กเสียอีก ด้วยการออกแบบฟีเจอร์ที่สามารถส่งข้อความต่างๆ ได้ โดยข้อความนั้นจะทำลายตัวเองภายใน 24 ชั่วโมง ไม่มีการบันทึกข้อมูลไว้แต่อย่างใด ทำให้ครองใจกลุ่มวัยรุ่นที่รู้สึกไม่เป็นส่วนตัวกับการใช้เฟซบุ๊กอีกต่อไป
​     ยิ่งไปกว่านั้น Snapchat ยังเป็นผู้จุดกระแสวัฒนธรรมการ Live แบบสั้นๆ ทางโซเชียลในหมู่วัยรุ่น ถึงขนาดที่เฟซบุ๊กต้องเพิ่มฟีเจอร์ Live บ้างทั้งในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม รวมทั้งฟีเจอร์ Instagram Stories ซึ่งล้วนแล้วแต่มี Snapchat เป็นต้นแบบทั้งนั้น
 

 
6. Facebook
​     ปฏิเสธไม่ได้ว่าเฟซบุ๊กยังคงเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในเวลานี้ และเริ่มไปไกลกว่าสังคมออนไลน์ด้วยการเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอข่าวของสื่อผ่าน Facebook Live การออกแบบปุ่มหัวใจหรือหน้ายิ้ม เพื่อแสดงอารมณ์ความรู้สึกของผู้ใช้งาน เพิ่มฟีเจอร์สำหรับการทำธุรกิจออนไลน์ การจ่ายเงินออนไลน์ รวมไปถึงการพัฒนา Jarvis ปัญญาประดิษฐ์ในบ้านอีกด้วย
 

 
7. Netflix
​     Netflix คือผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิงอันดับหนึ่งของสหรัฐฯ ซึ่งนอกจากจะประสบความสำเร็จด้านการอำนวยความสะดวกในการดูหนัง ซีรีส์ และรายการต่างๆ แบบ on-demand แล้ว ยังลงทุนผลิตคอนเทนต์เอง และเรียกได้ว่ามีคุณภาพไม่แพ้กับรายการโทรทัศน์ชั้นนำอย่าง HBO หรือ FOX จนกลายเป็นสตรีมมิงที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุคนี้
 

 
8. TWILIO
​     Twilio ผู้ให้บริการ API บนระบบคลาวด์ที่ให้ผู้พัฒนาแอปฯ เรียกใช้ API เพื่อต่อสายโทรศัพท์ หรือส่งข้อความ SMS ไปหาลูกค้า
 

 
9. CHOBANI
​     Chobani แบรนด์กรีกโยเกิร์ตที่นำการออกแบบเข้ามาแก้ปัญหาบรรจุภัณฑ์และครองทุกตลาดของโยเกิร์ต
 

 
10. Spotify
​     Spotify ยังคงครองบัลลังก์ของผู้ให้บริการมิวสิกสตรีมมิงระดับโลกด้วยฟังก์ชันที่ครบเครื่อง และเพลงครบรสมากคุณภาพ

อ้างอิง:
​     - qz.com/783233/jeff-bezos-space-company-is-a-lot-like-amazon-was-in-1994
​     - www.blueorigin.com
​     - techcrunch.com/2016/10/25/ubers-otto-self-driving-truck-delivers-its-first-payload-50k-beers
​     - research.googleblog.com/2016/11/zero-shot-translation-with-googles.html
​     - www.apple.com/th/environment
​     - www.apple.com/th/environment/resources
​     - www.businessinsider.com/facebook-live-masks-snapchat-like-selfie-video-filters-2016-10
​     - www.pocket-lint.com/news/137237-here-s-how-facebook-just-made-live-video-exactly-like-periscope-snapchat
​     - www.makeuseof.com/tag/6-new-features-changes-facebook-know
​     - help.netflix.com/en/node/412
​     - www.chobani.com/products
​     - www.chobani.com/products/kids#strawberry-banana
​     - care.chobani.com/link/portal/41010/41012/ArticleFolder/6/BETTER-YOGURT
​     - www.pocket-lint.com/news/139236-what-is-spotify-and-how-does-it-work
​     - www.spotify.com/int/why-not-available

Google DeepMind เผย ปัญญาประดิษฐ์เริ่มเกรี้ยวกราดและฆ่ากันเอง

ดูเหมือนว่าความกังวลต่อภัยคุกคามจากปัญญาประดิษฐ์เริ่มส่อแววใกล้เป็นจริง เพราะรายงานล่าสุดจาก Google DeepMind พบว่า AI เริ่มแสดงความเกรี้ยวกราดรุนแรงเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด
​     หรือนี่จะเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า AI กำลังเข้าใกล้ความเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกที?
​     ข่าวนี้อาจทำให้หลายคนนึกถึง Westworld ซีรีส์ไซ-ไฟเรื่องใหม่ของ HBO ที่ตั้งคำถามกับผู้ชมว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเกิดหุ่นยนต์มีความรู้สึกนึกคิดขึ้นมา มันจะเป็นภัยอันตรายที่นำไปสู่จุดจบของมนุษย์หรือไม่
​     ทีมนักวิจัยของ DeepMind ได้คิดค้นบททดสอบใหม่สำหรับ AI โดยใช้โครงข่ายของ Deepmind ที่เรียกว่า ‘เอเจนต์’ ในการศึกษาว่าปัญญาประดิษฐ์จะเรียนรู้การทำงานร่วมกันในสภาพแวดล้อมที่ต่างกันหรือไม่ ผ่านการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ 2 เกม
 
Photo: Karin Foxx
​     เริ่มจากเกมสุดเบสิกอย่างเกมเก็บแอปเปิ้ล กติกามีอยู่ว่าผู้เล่น 2 คนหรือ ‘เอเจนต์’ (ซึ่งก็คือ AI) ต้องแข่งกันยิงเลเซอร์เก็บแอปเปิ้ลให้ได้มากที่สุด โดยแบ่งเป็นฝ่ายแดงกับฝ่ายน้ำเงิน
​     พวกเขาพบว่าเกมดำเนินไปได้ดีในช่วงแรก จนกระทั่งจำนวนผลแอปเปิ้ลลดน้อยลง เอเจนต์ทั้ง 2 กลับแสดงความเกรี้ยวกราด และเริ่มหันมายิงเลเซอร์ใส่กันเองเพื่อที่จะโค่นฝ่ายตรงข้ามและชิงผลแอปเปิ้ลทั้งหมดนั่นเอง
​     ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นค่อนข้างน่าสนใจ เพราะ AI รู้ว่าต่อให้ไม่ได้รางวัลพิเศษจากการโจมตีอีกฝ่าย แต่มันก็น็อกคู่ต่อสู้ไปได้นานพอที่จะแย่งเก็บแอปเปิ้ลให้ได้มากที่สุด ซึ่งนั่นหมายถึงชัยชนะ
​     แล้วทำไมมันจึงตัดสินใจแบบนั้น?
​     ทีมนักวิจัยเปิดเผยว่าโดยทางทฤษฎีแล้ว ถ้าเอเจนต์ไม่ยิงเลเซอร์ใส่ฝ่ายตรงข้าม เกมนี้อาจจบลงด้วยคะแนนเสมอกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นทางเลือกที่ (ผ่านการคำนวณมาแล้วว่า) ไม่ค่อยฉลาดสักเท่าไรสำหรับ AI
​     เว็บไซต์ Gizmodo รายงานว่า เมื่อไรก็ตามที่นักวิจัยใช้โครงข่ายขนาดเล็กของ DeepMind เป็น ‘เอเจนต์’ พวกมันมีแนวโน้มจะอยู่ร่วมกันโดยสันติ แต่เมื่อใช้โครงข่ายใหญ่กว่าและซับซ้อนยิ่งขึ้น AI มีแนวโน้มจะทำร้ายคู่ต่อสู้เพื่อชัยชนะ
​     ไม่เพียงเท่านั้น AI ที่ฉลาดจะเรียนรู้ว่าการตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ตึงเครียดในเกม (ซึ่งก็คือมีแอปเปิ้ลน้อยลง) เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เอเจนต์งัดเอากลวิธีที่รุนแรงขึ้นมาใช้ในการเอาชนะคู่ต่อสู้
​     โจเอล ซี ลีโบ (Joel Z Leibo) หนึ่งในทีมนักวิจัยอธิบายว่าการทดสอบนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI มีพฤติกรรมบางอย่างที่คล้ายกับมนุษย์ เช่น ความโลภ ความโกรธ ซึ่งเกิดจากการเรียนรู้และสภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนด
​     ในเกมที่ 2 ‘วูลฟ์แพ็ก’ ทีมวิจัยใช้เอเจนต์ 3 ตัวเป็นผู้เล่น โดยเล่นเป็นหมาป่า 2 ตัว และเหยื่อ 1 ตัว ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นแตกต่างจากเกมแรกโดยสิ้นเชิง เพราะในเกมนี้ เอเจนต์ที่เล่นเป็นหมาป่าทั้ง 2 ตัว ดูจะร่วมมือกันเป็นอย่างดี และไม่ได้ต่อสู้กันเอง เพราะต่างก็ได้รางวัลเวลาที่จับเหยื่อได้
​     ทีมนักวิจัยอธิบายว่าพวกเขากำหนดกติกาของเกมนี้ไว้ว่า เหยื่อเป็นตัวอันตราย หมาป่าสามารถจับมันได้เพียงลำพัง แต่ก็เสี่ยงที่จะเสียเหยื่อไปเป็นอาหารให้กับนักล่าตัวอื่น แต่ถ้าหมาป่าร่วมมือกัน พวกมันก็จะได้ทั้งเหยื่อและป้องกันเหยื่อจากนักล่าได้ ซึ่งเป็นรางวัลที่พิเศษกว่า
​     ทีมนักวิจัย DeepMind สรุปผลการทดสอบจากการเล่นเกมทั้ง 2 เกมว่า เกมเก็บแอปเปิ้ลทำให้เอเจนต์แสดงความโกรธและความเห็นแก่ตัวเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์คับขันหรือวิกฤต และเรียนรู้จากเกมหมาป่าว่า ความร่วมมือเป็นกุญแจที่ทำให้ผู้เล่นทั้งสองประสบความสำเร็จ
​     ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญญาประดิษฐ์ในโลกปัจจุบันได้พัฒนาไปไกลกว่าที่เราคิดและจะเป็นรากฐานของการใช้ชีวิตในอนาคตของเราแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น ระบบโครงสร้างพื้นฐาน สมาร์ตโฟน รถยนต์ไร้คนขับ หรือการแพทย์และสาธารณสุข ด้วยเหตุนี้ Google จึงทำบททดสอบขึ้นมาว่า มันจะรู้จักความโกรธ ความโลภ ความหลงเหมือนอย่างมนุษย์เราหรือไม่
​     แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าปัญญาประดิษฐ์นั้น ‘คล้าย’ กับมนุษย์มากกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยคาดคิด เป็นไปได้หรือไม่ว่าในวันหนึ่งมันจะเลือกโจมตีเราเพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์หรือ ‘รางวัล’ ที่คุ้มค่ากว่า
​     นั่นคงเป็นฝันร้ายในนิยายวิทยาศาสตร์ที่ไม่มีใครอยากให้กลายเป็นจริง

Cover: Nisakorn Rittapai ​
อ้างอิง:
​     - deepmind.com/blog/understanding-agent-cooperation
     - www.businessinsider.com/google-deepmind-aggressive-gameplay-2017-2?utm_content=bufferbd9bc&utm_medium=social&utm_source=facebook.com&utm_campaign=buffer-ti
     - futurism.com/google-deepmind-researchers-show-that-ai-can-have-killer-instincts

ผู้สนับสนุนโฆษณาโดย


 
Blogger Templates